Xen On CentOS : Step By Step

posted on 11 Oct 2009 12:41 by bugonz

ความต้องการระบบ

ในการทดลองนี้ได้นำ Xen มาติดตั้งบน CentOS เนื่องจากมีการทำงานที่สะดวก เพราะมี Package ที่รองรับการทำงานในการสร้าง GUI (Virt-Manager) โดยต้องทำการติดตั้ง Package บน CentOS ที่จำเป็นดังนี้

  • Xen
  • Kernel-Xen
  • Virt-Manager

ขั้นตอนการติดตั้ง Xen

  • เปิด Terminal ของ CentOS และทำการเปลี่ยนโหมดเป็น root จากนั้นทำการใช้คำสั่งดาวห์โหลด Package ดังนี้

                                  $ su

                                  $ yum install xen virt-manager

  • เมื่อทำการติดตั้งเสร็จแล้วทำการเรียกใช้คำสั่งคือ $ virt-manager
  • เมื่อเรียกโปรแกรมขึ้นมาแล้วจะมีหน้าจอเป็นดังนี้
  • ทำการกด File -> Connect
  • จากนั้นให้คลิ้กเลือกที่ New เพื่อสร้าง Virtual machine แล้วใส่ชื่อ Virtual machine ตามต้องการ จากนั้นคลิ้ก Forward
  • เลือก option ในการ install ในที่นี้เลือก Paravirtualized จากนั้นคลิ้ก Forward
  • ใส่ Media URL ของ Repository ที่ใช้ในการติดตั้ง ในที่นี้เลือกที่จะติดตั้ง CentOS เป็น Guest VM จากนั้นคลิ้ก Forward

    Media URL: http://mirror1.ku.ac.th/centos/5/os/i386/

  • เลือก storage ที่ใช้ติดตั้ง ซึ่งอาจเป็น partition บนดิสก์ หรือ image file ก็ได้ โดย directory ที่เก็บ image file จะต้องไม่ติด SELinux หรือเป็น directory ที่ Xen กำหนดไว้ ซึ่งในที่นี้เลือก option Simple File จากนั้นกำหนดขนาดของ image จากนั้นคลิ้ก Forward
  • กำหนดค่าเกี่ยวกับ network จากนั้นคลิ้ก Forward
  • กำหนดค่า max memory, startup memory, จำนวน CPU ที่ใช้ จากนั้นคลิ้ก Forward
  • กด Finish เพื่อเริ่มการติดตั้ง virtual machine

  • จากนั้นจะเข้าสู่การตั้งค่าในการติดตั้ง Linux

 

  • หลังจากนั้นจะเข้าสู่หน้าการติดตั้ง CentOS ตามที่ได้กล่าวไปแล้วในหัวข้อ การติดตั้ง CentOS

Install CentOS : Step By Step

posted on 11 Oct 2009 12:19 by bugonz

ความต้องการระบบ

ในการทดลองนี้ได้ทำการติดตั้ง CentOS บนระบบปฏิบัติการ Window โดยลงผ่าน Vmware Workstation 6.5.3 (Shareware) ซึ่งสามารถดาวห์โหลดผ่านทาง Internet

ก่อนจะติดตั้ง CentOS 5.x ต้องทำการดาวห์โหลด CentOS 5.x มาใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งสามารถดาวห์โหลดผ่านทาง Internet 

  • ดาวห์โหลด CentOS ได้ทั้งเวอร์ชั่นที่เป็น DVD จำนวน 1 แผ่น และเวอร์ชั่นที่เป็น CD จำนวน 7 แผ่นโดยผ่านบริการมิเรอร์ http://www.mirror.in.th/osarchive/centos/5.3/isos/i386/

เริ่มติดตั้ง CentOS

  • ขั้นตอนแรกหน้าจอการติดตั้ง CentOS 5 ระบบจะให้เราเลือกรูปแบบการติดตั้ง ถ้าต้องการติดตั้งแบบ Graphic Mode ให้กด Enter หรือถ้าเราต้องการติดตั้งแบบ Text Mode ให้พิมพ์คำว่า linux text แล้วกด Enter แต่ในที่นี้ให้ติดตั้งแบบ Graphic Mode ทำได้โดยการ กด Enter

 

  •  ระบบจะถามว่าคุณต้องการตรวจสอบแผ่นระบบปฏิบัติการก่อนการติดตั้งหรือไม่ ในที่นี้ให้เลือก Skip แล้ว Enter เพื่อข้ามขั้นตอนการตรวจสอบแผ่น CD
 
  • เข้าสู่การติดตั้ง CentOS แบบ Graphic Mode
 
  • เลือกภาษามาตรฐานในการติดตั้ง
 
  • เลือกภาษาให้คีย์บอร์ดพร้อมทั้งระบบจะแจ้งเตือนว่าการติดตั้งจะทำให้ข้อมูลที่มีอยู่เดิมลบหายไป
 
  • เริ่มการแบ่งพาติชั่นซึ่งในการทดลองนี้ให้เลือกข้อหนึ่งแล้วคลิกปุ่ม Next 
 
  • เมื่อกำหนดพื้นที่เสร็จแล้วให้คลิกที่ปุ่ม Next และระบบจะแจ้งเตือนว่าต้องการให้ลีนุกส์ลบข้อมูลพาติชั่นเพื่อเตรียมการติดตั้งให้คลิกที่ปุ่ม Yes 
 
  • การกำหนดหมายเลข IP Address ให้เครือข่าย 
 
  • เลือกโซนเวลาโดยการคลิกเลือกที่รูปแผนที่ประเทศไทยโซนเวลา BangKok 
 
  • กำหนดรหัสให้ root โดยกรอกรหัสเป็นตัวเลขเหมือนกัน 2 ช่องแล้วคลิกปุ่ม Next 
 
  • เลือก Package ต่างๆที่จะติดตั้ง 
 
  • เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next โปรแกรมก็จะเริ่มตรวจสอบพื้นที่พาติชั่น และเตือนให้เราเตรียมแผ่นโปรแกรมทั้งหมด 6 แผ่น และเมื่อเสร็จแต่ละแผ่น CD-ROM จะเลื่อนแผ่นออกเอง ให้นำแผ่นต่อไปใส่ แล้วกด Enter รอให้เสร็จทำไปเรื่อย ๆ จนครบ 6 แผ่นจนเสร็จการติดตั้ง 
 
  • เมื่อเสร็จสิ้นให้คลิกปุ่ม Reboot เมื่อเราเข้ามาจะเป็นการกำหนดค่าต่าง ๆ ของ Server โดยที่ Firewall ให้เลือกเป็น Disabled และ SELinux ให้เลือกเป็น Disabled 
 
  • สร้าง User ของผู้เข้าใช้ 
 
  • เมื่อเข้าสู่ระบบหน้าจอแรกของระบบเป็นดังนี้

Live Migration on ubuntu 9.04

posted on 24 Jul 2009 20:49 by bugonz

Live Migration 
         คือ การย้าย Virtual Machine ในขณะที่ Virtual Machine ตัวนั้นๆกำลังทำงานอยู่ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อที่จะให้ระบบปฏิบัติการที่กำลังทำงานอยู่บน Virtual Machine ตัวนั้นๆสามารถทำงานต่อได้

การ Live Migration บนเครื่องเดียวกัน

1. ติดตั้ง KVM (Kernel virtual machine) ด้วย command line
        $ sudo apt-get install kvm libvirt-bin ubuntu-vm-builder qemu bridge-utils 
    รายละเอียดวิธีติดตั้ง : http://tucs51.exteen.com/installation

2. ติดตั้ง Guest OS 
    ของผมลงเป็น DSL (Damn Small Linux) 4.4.10 
    รายละเอียดวิธีติดตั้ง : http://tucs51.exteen.com/install-guest-os

3. หลังจากติดตั้ง Guest OS เสร็จแล้ว ยังไม่ต้องออก
    เปิด Root Shell ของ DSL แล้วพิมพ์คำสั่ง cfdisk

    จากนั้นให้สร้าง partition ขึ้นใหม่ตามขั้นตอนดังนี้
         - เลือก New  > เลือก Primary > กำหนดขนาดของ Partition 
         - เลือก Bootable
         - เลือก Write 
         - เลือก Quit 
         - ปิด Root Terminal

4. เปิด dsl-hdinstall (อยู่ใน Folder Apps/Tools/)
    
     Enter the target partition: ให้ใส่partitionที่สร้างในขั้นตอนที่ 3 (ของผมใส่ hda1)
    
     Do you wish to support multi-user logins : (ของผมใส่ n)
     Use journalized ext3 filesystem : (ของผมใส่ n)
     Continue : (ใส่ y)
    
     Proceed to install a boot loader : (ใส่ y)
     Use [G]rub MBR or [L]ilo Active Partition : (ของผมใส่ g)
    
     จากนั้น Reboot
     ในกรณีที่ ขึ้นข้อความ  Fetal : No bootable device ให้ออกจาก Qemu
     แล้วเปิด Terminal ใน ubuntu พิมพ์คำสั่ง
          $kvm -m 512 -hda /home/nuballza/os.img


5. หลังจากเปิด image file ได้แล้วระบบจะให้ตั้ง password ของ root และ user

6. Copy os.img (Image file) แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น agent.img

7. Creat text file ใน os.img เพื่อใช้ทดสอบการ migrate

8. เปิด Terminal ใน ubuntu ขึ้นอีกหน้าต่างแล้วพิมพ์คำสั่ง 
     $kvm -m 512 -hda /home/nuballza/agent.img -incoming tcp:localhost:5555
    *** หมายเลข port สามารถเปลี่ยนได้ 

     จะเห็นว่า image file ที่ run ขึ้นมาใหม่นั้น อยู่ในสถานะ stopped และเปิดport 5555 รออยู่

9. กลับไปที่หน้าต่าง Qemu ตัวแรก ให้กดปุ่ม Ctrl+Alt+2 เพื่อเปลี่ยนเป็น command mode แล้วพิมพ์คำสั่ง
     migrate -d tcp:localhost:5555
  
    จะเห็นว่าหน้าต่าง Qemu ตัวแรก เปลี่ยนสถานะเป็นstopped ในขณะเดียวกัน Qemu ตัวที่สอง ก็runขึ้น
   แทนตัวแรก สังเกตุได้จาก text file ที่เคยสร้างไว้ที่ตัวแรก

การ Live Migration ข้ามเครื่อง

เครื่องที่ 1 (เครื่องปลายทาง)

1. ติดตั้ง NFS Server เพื่อให้คอมพิวเตอร์ต้นทางสามารถติดต่อเข้าถึงข้อมูลของเครื่องปลายทางได้ โดยใช้
    คำสั่ง
         $ sudo apt-get install nfs-kernel-server nfs-common portmap

2. ตั้งค่า Portmap เพื่อไม่ให้ bind ไปที่ Loopback address โดยใช้คำสั่ง
         $ sudo dpkg-reconfigure portmap

   
      should portmap be bound to the loopback ? : เลือก No    

3. Restart การทำงาของ Portmap ด้วยคำสั่ง
         
 $ sudo /etc/init.d/portmap restart           

4. สร้าง โฟรเดอร์เพื่อใช้ในการ Migration ในี่นี้สร้างโฟลเดอร์ชื่อ NFS ด้วยคำสั่ง
         
$ mkdir NFS

5. เปลี่ยน permission ของโฟลเดอร์นั้นเพื่อให้ เครื่องต้นทางสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ด้วยคำสั่ง               
         
$ chmod 777 /home/bugonz/NFS/

6. เปิดไฟล์ exports เพื่อทำการแก้ไขด้วยคำสั่ง 
          $ sudo nano /etc/exports

   
    ทำการระบุ IP ของเครื่องต้นทาง เพื่ออนุญาติให้เครื่องต้นทางสามารถเข้าถึงไฟล์
    ในเครื่องปลายทางได้ โดยเพิ่มข้อความดังนี้

          /home/bugonz/NFS  10.0.12.0/255.255.255.0(rw,sync,no_subtree_check,no_root_squash)
         **หมายเหตุ        
                   /home/bugonz/NFS  คือ  ไดเรกทอรี่ที่อนุญาตให้เข้าถึง

                   10.0.12.0/255.255.255.0  คือ  หมายเลข IP address ที่อนุญาตให้เข้าถึงได้ ซึ่งในที่นี้
                                                                       คือ
ตั้งแต่ 10.0.12.0 ถึง 10.0.2.254
                  
rw  คือ อนุญาตให้มีการ read / write ได้ 
                   sync  คือ ให้รายงานผลเมื่อเขียนไฟล์ลง Disk สำเร็จ
                   no_root_squash  คือ อนุญาตให้ root บน remote node เข้าถึงได้ทุกสิ่ง บน NFS Server

7. สั่งshare ด้วยคำสั่ง
         $ sudo exportfs  -r

8. Restart การทำงานของ NFS Server เพื่อนำการตั้งค่าใหม่มาใช้งาน ด้วยคำสั่ง
        
$ sudo /etc/init.d/nfs-kernel-server restart

9. เริ่มการทำงานของเครื่องที่ 1 (เครื่องปลายทาง) และให้หยุดรอ ด้วยคำสั่ง
          $ kvm -name HOST -hda /home/bugonz/host.img -boot c -net nic -net user -incoming tcp:0:5555

   

เครื่องที่ 2 (เรื่องต้นทาง) 

1. ติดตั้ง NFS Client ด้วยคำสั่ง
         $ sudo apt-get install nfs-client nfs-common portmap 

2. สร้าง โฟลเดอร์ ด้วยคำสั่ง
        
$ mkdir mount

3. เปลี่ยน permission ของโฟลเดอร์นั้น ด้วยคำสั่ง               
          $ chmod 777 /home/nuballza/mount/

4. Mount โฟลเดอร์ "NFS" (เครื่องปลายทาง) เข้ากับ โฟลเดอร์ "mount" (เครื่องต้นทาง) ด้วยคำสั่ง
         
$ sudo mount 10.0.2.15:/home/bugonz/NFS /home/bugonz/mount
          **หมายเหตุ
          10.0.12.15 คือ IP address ของเครื่องปลายทาง
          /home/bugonz/NFS คือ ไดเรกทอรี่ของเครื่องปลายทาง

5. เริ่มการทำงานเครื่องที่ 2 (เครื่องต้นทาง) ด้วยคำสั่ง
          $ kvm -name SOURCE -hda /home/nuballza/source.img -boot c -net nic -net user

    

6. สลับเข้าสู่ Command Mode ที่เครื่องที่ 2 (เครื่องต้นทาง) โดยกด Ctrl+Alt+2 แล้วพิมพ์คำสั่ง
         migrate -d tcp:10.0.2.15:5555

    
     เมื่อกลับไปดูที่เครื่องที่ 1 (เครื่องปลายทาง) จะได้ผลลัพธ์ดังนี้

    

edit @ 25 Jul 2009 00:02:56 by BUGONZ

edit @ 25 Jul 2009 00:58:35 by BUGONZ

edit @ 25 Jul 2009 01:00:39 by BUGONZ

Latest Comments